AN ORDINARY LIFE OF THE DREAMER

บันทึกชีวิตอายุ 31 ปี 2 วัน

“ศิลปินจะสร้างผลงานดีๆ ไม่ได้เมื่ออายุ 30”

ตอนนี้ผมอายุ 31 แล้ว
มีคนเคยบอกว่า ชีวิตเราจะรู้สึกถึงความเร็วของเวลาแตกต่างกันไป
ถ้าอ้างอิงถึงทฤษฎีสัมพัทธภาพ ซึ่งบอกว่า เวลาไม่ใช่สิ่งที่แน่นอนในจักรวาลนี้
เวลาสามารถยาวขึ้นหรือสั้นลงได้ ตามความเร็วของผู้สังเกต และผู้ถูกสังเกต
หรือตามที่ไอน์สไตน์บอกให้เข้าใจง่ายๆ ก็ได้ว่า
เวลาที่เรามีความสุข เวลาจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ในทางกลับกัน มันจะผ่านไปช้ามากๆ เวลาเราเป็นทุกข์

ผมรู้สึกว่า เวลาช่วง 9 ปีที่ผ่านมา หลังจากที่ได้เริ่มต้นบริษัทเล็กๆ กับเพื่อนๆ
เวลาตลอด 9 ปีนี้ ผ่านไปเร็วมาก
ยังมีหลายครั้งที่หลับตานึกถึงวันแรกที่เริ่มคิดว่าจะทำอะไรกันดี
บริษัทควรจะชื่ออะไร
พนักงานรุ่นแล้วรุ่นเล่า เข้ามา เติบโต ออกไปโบยบินในเส้นทางของแต่ละคน
ทั้งหมดส่วนใหญ่ เรื่องราวต่างๆ ผ่านไปเร็วเหมือนดีดนิ้ว
“เป๊าะ”
เวลาเรามีความสุข เวลาจะผ่านไปอย่างรวดเร็วจริงๆ

ปีสองปีนี้ มีความรู้สึกที่ดีมากๆ เรื่องนึงที่ไม่ค่อยมีคนรู้
มันก็เป็นเรื่องเดิมๆ เพียงแต่มีคนที่ไม่เหมือนเดิม
พี่สองคน ที่เราชื่นชมในอดีต เป็นคนที่เหมือนไอดอลของเราตอนเริ่มทำบริษัท
ได้มาร่วมเดินทางในโพรงกระต่ายด้วยกัน
พี่ปอง ที่เราตามอ่าน Thumbsup ตั้งแต่เริ่มตั้งบริษัท พี่เปรียบเหมือน Rockstar ของผมในตอนนั้น
พี่เอ็ม ที่เราตามอ่านบล๊อกมาจนได้รู้จักกันตอนแข่งแฟนพันธุ์แท้ พี่ชายที่ชอบอะไรเหมือนกันหลายเรื่อง
ตอนนี้ได้มาทำงานด้วยกัน ในโพรงกระต่ายแห่งนี้
ไม่เคยคิดว่าวันนึง เราจะกลายเป็นคนให้คำแนะนำกับพี่ๆ ได้
ได้เจอหน้ากันทุกวัน ทำงานด้วยกัน แม้จะไม่ได้ทำงานใกล้ชิดมาก
แต่ยอมรับเลยว่ามีความสุขมาก
รู้สึกขอบคุณความเหนื่อยยากและโชคชะตา
ที่ทำให้พวกเรามีโอกาสได้มาร่วมงานกัน
และในอนาคตคงจะมีอีกหลายคน ที่ให้โอกาสน้องๆ อย่างพวกเรา
เข้ามาร่วมงาน สร้างความก้าวหน้าไปด้วยกันอีก

ในช่วงหลังๆ มันมีหลายความคิดเหมือนกัน
ห่วงธุรกิจที่บ้าน ห่วงครอบครัว ห่วงอนาคตของเรา
ห่วงบริษัท ห่วงพนักงาน ห่วงคนใกล้ตัว ห่วงไปหมดทุกคน

สิ่งที่รู้สึก และสำนึกได้จริงๆ มาตั้งแต่ปีที่แล้ว
การที่เราได้เดินมาในเส้นทางแบบที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ได้
มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มีคนคอยสนับสนุน
มาสำนึกเอาได้เมื่ออายุจะสามสิบ
ว่าตลอดมา หลังจากเรียนจบ พ่อแม่ของผมไม่เคยห้ามอะไรเลย
อยากทำอะไรก็ทำเลย
อยากเรียนโทก็ไปเรียน
อยากเปิดบริษัทก็เปิด
อยากจะไปปลูกข้าว ติสต์แตก แม่ผมยังอวยพรให้เป็นเกษตรกรที่ดีเลย
อันนี้พูดจริงๆ มีหลักฐานด้วย

ไม่รู้จะใช้คำว่าอะไรนอกจาก บุญเหลือเกินแล้วที่ได้เกิดเป็นลูกป๊าม้า
ทุกปี ทุกความสำเร็จ ทุกวันเกิด ก็จะขอกลับมาพูดเรื่องนี้อีก
น่าจะพอชดเชยความดีเลย์ ที่สำนึกตัวได้ช้าไปสามสิบปีได้บ้าง

ปีนี้เป็นปีที่ทำให้คนสำคัญในชีวิตผิดหวัง ครั้งใหญ่ที่สุดตลอดการทำงาน 11 ปี
ไม่ใช่แค่คนเดียวซะด้วย
มีน้องคนนึงถามว่า “ชีวิตนี้เรื่องอะไรกดดันพี่แม็คมากที่สุด”
ตอนนั้นผมไม่ได้ตอบออกไป แต่ความจริงคือ
ผมจะรู้สึกกดดันมากที่สุด เวลาที่ทำให้คนอื่นผิดหวังในตัวเรา
และเรื่องนี้กลายเป็นบทเรียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตการทำงานจนถึงปัจจุบัน
ผมไม่รู้ว่าที่ผ่านมาเคยทำให้ใครผิดหวังมากน้อย เรื่องอะไรบ้างก็ตาม
ก็ขอใช้โอกาสนี้ขอโทษ และหวังว่าจะมีโอกาสทำให้เป็นเรื่องดี

น้องคนที่ถาม คือคนเดียวกันที่บอกกับผมว่า
“You can do anything but not everything” เมื่อตอนต้นปี
ตอนนี้ก็ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ก็พยายามแหละ

ปีนี้กำลังจะก้าวสู่บทใหม่ของชีวิต
คือ กำลังจะแต่งงาน
เรื่องของผมกับมุทิตา หาอ่านได้จากบล๊อกที่เคยเขียนไว้แล้ว
และติดตามได้จากหน้าเฟส ไอจี ทั่วไป 555
จริงๆ ณ วันที่เขียนอยู่เนี่ย ผมก็ได้จดทะเบียนสมรสกับมุทิตาเรียบร้อย
เป็นสามีภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายแล้ว

แปลกดีที่การแต่งงานไม่ได้ทำให้ความรู้สึกเปลี่ยนไปเท่าไหร่ในตอนนี้
ทุกคน รวมถึงปอม บอกให้ดูกันไปยาวๆ
ส่วนตัวผมเอง ตอนนี้ชีวิตคู่มีความสุขดี
มันเป็นความรู้สึกสบายใจ สบายๆ
สำหรับผม ก็ไม่ได้ต้องการอะไรมากกว่านี้สำหรับชีวิตคู่
ขอแค่มีคนที่เรารักแล้วเราสบายใจ เข้าใจเรา
เรื่องอื่นๆ ย่อมจัดการและผ่านมันไปได้

สำหรับชาวกระต่าย
ต้องขอบคุณจริงๆ ที่เชื่อใจกัน และร่วมกันต่อสู้ในสมรภูมิที่โหดขึ้นทุกวัน
แต่เราก็เชื่อว่าจะได้มีคนดีๆ มาร่วมงานกันเสมอ
เราตั้งใจจะโตเต็มตัวในปีนี้ เรากำลังโต แน่นอนว่าเราต้องเหนื่อย
คนที่อยู่ เราขอบคุณและดีใจจริงๆ
คนที่ไม่ได้อยู่แล้ว เราก็ขอบคุณและดีใจที่ได้มีโอกาสร่วมงานกัน
โชคชะตาฟ้าส่ง เราคงได้มาเจอกันอีก
นี่ไม่ใช่โพสสรุปสุนทรพจน์ในวัน Townhall บริษัท แต่เป็นวันเกิดกรู
ดังนั้น ขอพักเรื่องบริษัทไว้เท่านี้

วันนี้ อายุทางชีวภาพของผมคือ 31 ปี 2 วัน
สรุปได้ว่า ชีวิตบางด้านผมก็เด็กมาก ยังต้องเรียนรู้อีกมาก
แต่ในบางด้าน ก็แก่เกิน บางทีก็รู้สึกว่าเรานั่งอยู่ แล้วมองความเคลื่อนไหวของสิ่งต่างๆ ในชีวิต
บางอย่างก็ปล่อยวางได้มากขึ้น บางอย่างก็สนุกกับมันได้มากขึ้น
มันเหมือนหนังเรื่อง “About Time” จริงๆ นะ
ที่พ่อพระเอกบอกพระเอกเอาไว้ มันเป็นเรื่องจริงมากๆ
เราลองใช้ชีวิตปกติ 1 วัน แล้วลองย้อนกลับไปใช้ชีวิตในวันเดียวกันนั้นอีกรอบ
เราจะละเอียดกับมันมากขึ้น ได้ยินชัดเจนขึ้น สนุกกับสิ่งนั้นมากขึ้น รับมือกับความทุกข์และผิดหวังได้ดีขึ้น
สัมผัสความรู้สึกได้มากขึ้น
ที่ยกเรื่องนี้ไม่ได้หมายความว่าผมแม่งรู้ทุกเรื่อง บรรลุธรรมหรืออะไร
ไม่ใช่เลย
ผมก็ยังมีทุกข์สุข ผิดหวัง หัวเราะ เป็นปกติแหละ มีเรื่องให้เซอร์ไพรส์ตลอดเวลา
แต่กับหลายๆ เรื่อง ที่เราเคยเจอมา ก็รับมือได้ง่ายขึ้น หลายๆ เรื่องเราก็สนุกไปกับมันได้มากขึ้น
บางเรื่อง ทั้งที่เรารู้ตัวว่าไม่ได้ทำอะไรผิด แต่โดนด่า เราก็ไม่ได้ยินดียินร้ายอะไรก็มี
มันเป็นเรื่องชองประสบการณ์จริงๆ
นี่น่าจะเป็นการฝึกใจที่ดีมากๆ กับการรับอารมณ์ที่มากระทบตัวเรา

บันทึกนี้ หลักๆ ก็เขียนมาให้ตัวเองอ่านนั่นแหละ
มีคนบอกเหมือนกันว่าในหุ้นส่วนแรบบิท พี่แม็คแม่งเวิ่นสุดละ ฮ่าๆๆ
ไม่ว่าตอนที่กลับมาอ่านจะอายุเท่าไหร่ก็ตาม
ขอบันทึกไว้ว่าในวันที่อายุ 31 ปีกับอีก 2 วันนี้
วันที่ทุกอย่างยังไม่เป็นใจ ยังต้องฝ่าฟันสู้กันต่อในการสร้างเนื้อสร้างตัว
แต่ในขณะเดียวกัน ก็ได้รับของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือปัจจุบันขณะของชีวิต
แม้เราจะเข้าใจมัน หรือไม่เข้าใจมัน มันก็เกิดขึ้นอยู่ดี
ผู้คนรอบข้างทุกคน ล้วนเป็นคนที่ทำให้ทุกวันของผมมีคุณค่า
แม้จะมีทั้งเรื่องที่ดี และไม่ดีผ่านเข้ามา
แต่สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว ย่อมดีเสมอ
ณ ปัจจุบันขณะเวลานี้ ผมมีความสุขเหลือเกินครับ