AN ORDINARY LIFE OF THE DREAMER

เมื่อปะป๊าจบปริญญาตรี

วันเสาร์ที่ผ่านมา (30 สิงหาคม 2557) ครอบครัวของผมมีงานเลี้ยงที่สำคัญมาก ในโอกาสที่ “ปะป๊า” ของผม เรียนจบปริญญาตรี ปะป๊าอายุมากแล้ว แต่การเรียนปริญญาตรีเป็นหนึ่งในความไฝ่ฝันในชีวิต ผมก็ได้กล่าวอะไรเล็กน้อยในช่วงเวลางานเลี้ยงนั้น ลองอ่านดูนะครับ

——————————————

วันนี้เป็นวันดีครับ เป็นวันที่พวกเราครอบครัวธนสารอักษร มาร่วมฉลอง มาร่วมแสดงความยินดีให้กับคุณอุทัย ธนสารอักษร ลูกชายคนโต พี่ชายคนโต สามีที่น่ารัก และปะป๊าของพวกเราแม็คมิก

โอกาสที่ปะป๊าเรียนจบ ผมจึงอยากพูดอะไรสักเล็กน้อย ในฐานะคนทำงานโฆษณา ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า คำพูด หรือภาษาโฆษณาเรียกว่า Copy นั้นมีพลังที่จะสร้างสรรค์เรื่องราวและความรู้สึกดีๆ ให้กับผู้ฟังได้ ผมคิดว่าคำพูดของผมในวันนี้น่าจะเป็นเรื่องราวดีๆ ที่คนในครอบครัวจะได้เก็บเป็นความทรงจำ เอาใจช่วยผมด้วยนะครับ

วันนี้ปะป๊าเรียนจบปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี คงเป็นเรื่องดี ถ้าวันนี้ผมจะขอพูดเกี่ยวกับเรื่องการเรียนของปะป๊า มหาวิทยาลัยของปะป๊าไม่ได้มีชื่อเสียงมากนัก แต่ก็เป็นมหาวิทยาลัยที่เปิดโอกาสให้บุคคลหลากหลายอายุได้เข้ามาศึกษา บุคคลที่เรามักเรียกกันว่า สว หรือผู้สูงวัยนั่นเอง

ระหว่างที่ปะป๊าเรียน ปะป๊าบ่นตลอด มหาลัยจะจัดงานเลี้ยงอีกแล้ว มหาลัยจะให้ไปขึ้นเวทีงานวันพ่อ มหาลัยจะจัดกิจกรรมอะไรต่างๆ นานา เยอะแยะไปหมด แรกๆ ผมก็รู้สึกแปลกๆ และมีความรำคาญอยู่บ้างเล็กน้อย แต่นานวันเข้า สิ่งที่ผมค้นพบคือ ปะป๊ามีความสุขมาก ปะป๊ามีความสุขไม่เพียงแต่ได้เข้าไปเรียนในระดับปริญญาตรีที่ตัวเองไฝ่ฝัน ซึ่งการเรียนในระดับปริญญาตรีนี้อาจเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับวัยรุ่นในยุคนี้ น้อยคนนักจะไม่ได้จบปริญญาตรี น่าเสียใจนะครับที่ ปะป๊า เป็นคนส่วนน้อยนั้น และอาจไม่ค่อยมีใครได้รับรู้ความรู้สึก แต่สำหรับปะป๊าแล้วปริญญาตรีคือหลักไมล์ที่ไฝ่ฝันมานาน เป็นความสำเร็จที่ตัวเองอยากจะทำให้ได้ในชีวิตนี้

ไม่เพียงเท่านั้น ปะป๊ายังมีความสุขที่ได้มีสังคมใหม่ มีกิจกรรมที่จะทำในวันอาทิตย์ และมีเพื่อนๆ ที่เข้าใจ เติบโตมาในเงื่อนไขคล้ายกัน ให้คำปรึกษากัน หรือในตอนหลังยังมีการไปเที่ยวเมืองจีนด้วยกัน ผมจะเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของปะป๊าเสมอ เวลาที่ป๊าพูดถึงมหาวิทยาลัย พูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในห้องเรียน และเพื่อนที่ได้ไปเรียนด้วยกัน

จากที่พูดมาทั้งหมด ผมค้นพบข้อสรุปหนึ่งที่น่าสนใจ ซึ่งตรงกับสำนวนภาษาอังกฤษที่ว่า “No one is too old to learn”

หรือแปลว่า “ไม่มีใครแก่เกินเรียน” ทุกท่านอาจจะเคยได้ยินและไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไรนัก เพราะเรามักได้ยินสำนวนนี้กันอย่างคุ้นหูในโครงการรณรงค์ต่างๆ แต่ผมได้พบข้อสรุปที่สำคัญ นั่นคือสำนวนนี้ มีอยู่ด้วยกัน 2 ความหมาย ผมจะขออธิบายตามลำดับครับ

ไม่มีใครแก่เกินเรียน แปลตามความหมาย คือ ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ ประตูแห่งการศึกษา ไม่เคยปิดรับคนที่มีความตั้งใจ ปะป๊าของผมเป็นตัวอย่างที่น่าเคารพสำหรับเรื่องนี้ และวันนี้ปะป๊าก็ทำสำเร็จจนได้ ช่วยกันปรบมือแสดงความยินดีให้กับปะป๊าของผมด้วยนะครับ

ในอีกความหมายหนึ่ง ไม่มีใครแก่เกินเรียน หมายความว่า เรายังสามารถเรียนรู้ได้อยู่เสมอ ไม่จำกัดแต่เพียงห้องเรียน เราอาจจะเรียนรู้จากหนังสืออ่านนอกเวลา เราอาจจะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนที่มีความรู้แตกต่างสาขากับเรา เราอาจจะฝึกฝนความสามารถให้แหลมคมได้จากการลงมือทำ จนเกิดเป็นความเชี่ยวชาญทางอาชีพไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง การเรียนรู้ในลักษณะนอกห้องเรียนนี้ เราเรียกว่า “ประสบการณ์” การเรียนรู้จากประสบการณ์นั้นแตกต่างจากการเรียนรู้ในห้องเรียนอยู่หลายอย่าง

หนึ่ง คือมันไม่มีหลักสูตรแน่ชัด แต่เราจะต้องเรียนรู้จากการลงมือทำ ลองผิดลองถูกไปจนกว่าจะเก่ง

สอง มันใช้เวลานาน นานแสนนานจนอาจจะไม่มีวันสิ้นสุด เพราะเรายังสามารถเรียนรู้เพิ่มขึ้นได้อยู่เสมอ

สาม มันอาจจะเกิดจากความสมัครใจ หรือไม่ได้สมัครใจก็ได้

กรณีของปะป๊าอาจจะโชคดีน้อย เพราะในตอนแรกนั้นปะป๊าไม่ได้สมัครใจ ด้วยสถานการณ์ที่บังคับ ความยากลำบากของครอบครัว ทำให้ปะป๊าจำเป็นต้องออกมาช่วยเหลืออากงทำงาน โดยเรียนจบเพียง มศ. 3 เท่านั้น

เวลาผ่านไปเกือบ 40 ปี ผมมีความเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า ภายใต้ความไม่สมัครใจนั้น ปะป๊าได้พัฒนาฝีมือและความเชี่ยวชาญของตัวเองได้แหลมคม ได้สร้างคุณค่าให้กับกิจการของครอบครัวมามากมาย สร้างความเจริญรุ่งเรือง สร้างโรงงานให้ใหญ่โต สร้างโรงพิมพ์ที่สะอาดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่เพียงแต่กิจการเท่านั้น แต่ปะป๊าก็ได้สร้างความสำเร็จของน้องๆ ทุกคน

  • สร้างตั่วโกวที่เป็นคุณแม่และคุณอาที่ใจดีของพวกเรา
  • สร้างหยี่โกวที่เป็นคุณหมอมือหนึ่งของครอบครัว
  • สร้างอาวิที่เป็นพี่น้องที่น่ารัก และเป็นแม่ที่น่ารักของน้องๆ ทั้ง 2 คน
  • สร้างอาหนกที่เป็นคนละเอียดและมีความรู้ทางธุรกิจอย่างดีเยี่ยม
  • สร้างโซ้ยเจ็ก วิศวกรที่เก่ง ที่แม็คให้ความเคารพเสมอ

สำหรับลูกๆ ปะป๊ามักจะบอกเสมอให้ตั้งใจเรียน จะได้เรียนต่อ ม 4 และเข้ามหาวิทยาลัยได้ โชคยังดีที่แม็คและมิกสามารถสอบเข้าจุฬาฯ และเรียนจบจากวิศวะฯและสถาปัตย์ แม้จะเกรดไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก

ถึงตรงนี้ผมคงต้องขอขอบคุณปะป๊าอีกครั้ง สำหรับสิ่งดีๆ ที่ปะป๊าได้ทำให้พวกเราสองพี่น้องตลอดมา

มีเรื่องขำๆ อยู่นิดหน่อย คือตอนผมเรียน ผมเป็นนิสิตกิจกรรมที่ถือคติว่า “อย่าให้การเรียน มาทำให้กิจกรรมเราเสีย” ซึ่งในท้ายที่สุด ตอนปี 4 ผมก็เป็นนายกสโมสรนิสิต จุฬาฯ ซึ่งเทียบได้กับตำแหน่งประธานนักเรียนนั่นเอง ตอนนั้นปะป๊าไม่เคยว่าสักคำ แถมยังเอาไปอวดเพื่อนๆ ด้วยว่า ลูกชายอั๊วเป็นนายก อบจ นะเว้ย เป็นการเห่อครั้งที่ 1 (จริงๆ แล้วตอนท้ายสุดมิกก็ได้เป็น ประธานสตูฯ หรือหัวหน้านิสิตคณะสถาปัตย์เหมือนกันนะครับ)

พอแม็คเริ่มทำงาน แม็คโชคดีที่ได้เข้าทำงานที่ บริษัท เอคเซนเชอร์ โซลูชั่นส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาข้ามชาติมาจาก USA บังเอิญว่า ปะป๊ามีเพื่อนคนหนึ่งที่เดินออกกำลังกายด้วยกันอยู่ในสวนรมณีย์นาถ ลูกชายของลุงก็ทำงานอยู่ที่นี่เหมือนกัน ปะป๊าเลยได้รับข้อมูลและรู้จักบริษัทนี้จากลุงคนนั้น ปรากฎว่าปะป๊าพูดถึงเรื่องนี้ตลอด ช่วงนั้นเจอหน้าก็จะคุยกันแต่เรื่องนี้ แถมเอาไปอวดเพื่อน อีกแล้ว เห่อครั้งที่ 2

ปะป๊าคงจะมองเห็นความสำเร็จเล็กๆ ในชีวิตของพวกเราอยู่บ้างนะครับ

สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับคือ ปะป๊าอาจไม่ใช่คนเรียนเก่ง ใช้อารมณ์ในการทำงานบ้าง และมักจะเป็นคนคิดมาก หรืออาจจะคิดเล็กคิดน้อยในบางที แต่ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ ในความดีและไม่ดีนั้นเอง ทำให้พวกเราแต่ละคนมีความแตกต่างกันและเป็นตัวเราในทุกวันนี้

ผมเองก็ไม่ใช่คนสมบูรณ์แบบ ผมเคยทำผิดพลาด เคยหนีเรียนไปเที่ยว เอาแต่ใจ ใช้อารมณ์ในการทำงานมาก มองโลกดีบ้างร้ายบ้าง หมกมุ่นกับเรื่องไม่ค่อยเป็นเรื่อง (โดยเฉพาะ apple) แต่ทั้งหมดนั้นเองที่หล่อหลอมให้กลายเป็นแม็คในทุกวันนี้

สุดท้ายแล้ว ไม่ใช่ว่าทุกวันจะเป็นวันที่ท้องฟ้าสดใส แต่เราก็จดจำท้องฟ้าในขณะที่มันเป็นสีฟ้ามากกว่าสีเทา คงอยู่ที่เราเลือกที่จะมองและจดจำบุคคลแต่ละบุคคลในมุมต่างๆ สำหรับปะป๊า แม็คขอจดจำปะป๊าในฐานะพ่อที่เป็นผู้ใหญ่ เป็นแรงบันดาลใจแห่งความขยัน และเป็นนักสู้ ขอจดจำปะป๊าในภาพที่ปะป๊ายิ้มหัวเราะ เพราะเวลาปะป๊าหัวเราะจะเสียงดังมาก ความเป็นคนตรงไปตรงมา ความเอาใจใส่พี่น้อง แม้ว่าพวกเราจะเคยดื้อ เคยไม่รับฟัง เคยพูดจาแรงๆ ใส่ปะป๊า แต่ยังไง ปะป๊าก็คือปะป๊าของแม็คและมิกเสมอ

วันนี้เป็นวันแห่งความสำเร็จของปะป๊า ผม หม่าม้า และมิก ยินดี และภูมิใจในตัวปะป๊ามาก และหวังว่าจะมีสักวันหนึ่งที่ปะป๊าจะได้ภูมิใจในตัวพวกเราบ้าง แม็คขอสัญญาว่าจะตั้งใจทำงาน จะขยันและสู้ให้เต็มที่กว่าเดิม จะรักปะป๊าหม่าม้าให้มากขึ้น และสุดท้าย ตามที่ปะป๊าและอากงย้ำกับพวกเราอยู่เสมอ เราสองพี่น้องจะรัก เคารพ และสามัคคีกันตลอดไป

ขอบคุณมากครับ

Leave a Reply