AN ORDINARY LIFE OF THE DREAMER

รีวิว ATOCARE เครื่องดูดไรฝุ่นพลังแรง ขนาดกระทัดรัด ราคาจับต้องได้

“ห้องนอน”คือห้องที่เราทุกคนใช้เวลาต่อวันมากที่สุด คงเคยได้ยินกันมาบ้างนะครับว่า ฟูกของเรานั้น พอใช้งานไปนานๆ จะมีแขกไม่ได้รับเชิญมาอาศัยอยู่ในนั้น เพราะเศษหนังกำพร้าของเราที่หลุดลอกไปในแต่ละวันและกลายเป็น “ฝุ่น” จะสะสมอยู่ทั่วบ้าน รวมถึงบริเวณที่นอนของเรา “ฝุ่น” เหล่านี้เองที่เป็นอาหารชั้นดีของแมลงประเภทหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ในที่นอน ผ้านวม หมอนหนุน หมอนข้าง โดยอาศัยกินเศษหนังกำพร้าของเรา ผมกำลังพูดถึง “ไรฝุ่น” ที่อาศัยอยู่เป็นล้านตัวในที่นอนของเรานี่เองครับ

ไรฝุ่นคืออะไร

ไรฝุ่น (Dust Mite) เป็นแมลงขนาดเล็ก มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ชอบอาศัยอยู่ในฟูก โซฟา พรม ฯลฯ โดยกินเศษผิวหนังและรังแคของคนเป็นอาหาร รวมถึงมีมูลของไรฝุ่นที่สามารถสร้างการระคายเคืองได้ โดยสถิติแล้ว ฟูก 1 หลัง จะมีไรฝุ่นอาศัยอยู่ประมาณ 2 ล้านตัว และผิวหนังของคน 1 คนที่หลุดออกประมาณ 1.5 กรัมต่อวัน สามารถเป็นอาหารให้ไรฝุ่นได้ถึงกว่า 1 ล้านตัว
(อ้างอิงจาก https://www.thairath.co.th/content/465689)

นอนกับไรฝุ่นทุกวัน มีผลต่อสุขภาพยังไงบ้าง

  • มูลของไรฝุ่นสามารถฟุ้งกระจายเข้าสู่ทางเดินหายใจ ระคายเคืองต่อปอดและทางเดินหายใจ
  • สำหรับคนเป็นภูมิแพ้ ไรฝุ่นสามารถทำให้มีอาการแพ้ได้
  • อาการแพ้เรื้อรัง และระคายเคืองทางเดินหายใจเรื้อรัง จะส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว

(อ้างอิงจาก http://www.vcharkarn.com/varticle/501269)

กำจัดไรฝุ่นยังไงถึงจะหมด

การกำจัดไรฝุ่นที่ทำกันมาตั้งแต่อดีต คือการเอาฟูกที่นอน หมอน ผ้าห่ม ไปตากแดด การนำไปตากแดดก็ช่วยได้ระดับหนึ่ง ไรฝุ่นเหล่านี้แพ้ความร้อน แต่ด้วยความหนาของฟูก ไรฝุ่นที่ยังมีชีวิตก็สามารถมุดหลบเข้าไปในส่วนลึกของฟูกเพื่อหลบเลี่ยงความร้อนได้ ทำให้กำจัดไม่ได้หมด และส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกกำจัดด้วยซ้ำ
การเอาฟูกไปตากแดดก็ยิ่งไม่สามารถทำได้บ่อยๆ ยิ่งเดี๋ยวนี้เตียง 5 ฟุต หรือ 6 ฟุต ก็มีขนาดใหญ่สวนทางกับพื้นที่อย่างห้องคอนโดที่มีขนาดเล็กลง ระเบียงก็เล็ก ไม่สามารถตากฟูกได้ ซึ่งจริงๆ ถ้าไปตากแล้วก็ต้องตีซ้ำๆ เพื่อให้ไรฝุ่นกระจายออกมา ค่อนข้างทำได้ยากหากไม่มีพื้นที่ และไม่มีคนช่วย

การกำจัดไรฝุ่นที่ดีนั้น จริงๆ แล้วต้องทำหลายๆ วิธีร่วมกัน นอกจากการซักผ้าปูและปลอกหมอนด้วยน้ำอุ่น รวมถึงการใช้สเปรย์ช่วยแล้ว ทางที่ดีควรจัดการดูดไรฝุ่นร่วมด้วย
วันนี้ได้เครื่องดูดไรฝุ่น ATOCARE มาทดสอบ มาดูกันเลยครับ

แกะกล่อง

พอแกะกล่องเครื่องดูดไรฝุ่น ATOCARE ออกมา ก็พบอุปกรณ์ที่ไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากครับ มีทั้งหมดดังนี้

  1. ตัวเครื่อง
  2. สายสำหรับดูดฝุ่นในซอก
  3. ตัวกรองสำรอง
  4. แปรงทำความสะอาด
  5. คู่มือ พร้อมใบรับประกัน

ประกอบชิ้นส่วน

การประกอบทำได้ง่ายมากๆ แค่เอาสายสำหรับดูดฝุ่นในซอกมาหมุนปลายด้านหนึ่งเข้ากับเกลียว แล้วนำปลายอีกด้านเสียบไว้ที่ท่อด้านข้าง ก็พร้อมใช้งานแล้วครับ

ตัวเครื่อง

ตัวเครื่องออกแบบมาเพื่อใช้งานบนพื้นผิวที่เป็นผ้า ฟูก ที่มีความหนา โดยมีส่วนที่ดูดฝุ่นอยู่ด้านใต้ตัวเครื่อง ให้นึกถึงเตารีดที่เราไถเครื่องไปตามบริเวณต่างๆ ของผ้า เครื่องนี้ก็เช่นกัน เราจะดูดไรฝุ่นโดยการไถตัวเครื่องไปตามส่วนต่างๆ ของฟูกที่นอนครับ

ด้านใต้เครื่องบริเวณที่ดูด จะประกอบด้วย แปรงปั่นซึ่งสามารถตีที่นอนเพื่อให้ไรฝุ่นหลุดออกมาจากภายใน หลอดแสง UV เพื่อใช้ฆ่าเชื้อโรค ซึ่งจะทำงานพร้อมกันกับการดูดไปด้วย (ระวังอย่าหงายเครื่องขณะที่แสง UV ทำงานนะครับ เพราะเป็นอันตรายต่อดวงตา)

โหมดการทำงาน

ตัวเครื่องสามารถทำงานได้ 3 โหมด คือ

  1. ดูดไรฝุ่น และฆ่าเชื้อด้วยแสง UV
    อันนี้คือโหมดหลักที่เราใช้งานกัน เมื่อเปิดเครื่องในโหมด 1 เครื่องจะทำงานโดยแปรงปั่นจะตีฟูกที่นอน เพื่อให้ไรฝุ่นที่เกาะอยู่ภายใน หลุดออกมาจากใต้ฟูกที่นอน แล้วจะโดนพลังดูดแรงสูง ดูดเข้าสู่ภายในตัวเครื่อง พร้อมกับแสง UV ที่ฉายออกมาบนที่นอนเพื่อฆ่าเชื้อไปพร้อมกัน
  2. ดูดฝุ่นด้วยท่อดูด บริเวณซอกเล็กๆ
    หากต้องการดูดฝุ่นในซอกเล็กๆ ซึ่งไม่สามารถไถตัวเครื่องเข้าไปได้ เราสามารถใช้ท่อดูดจ่อไปยังบริเวณที่ต้องการ เปิดโหมด 2 ก็จะสามารถดูดฝุ่นในซอกบริเวณต่างๆ ได้
  3. ฆ่าเชื้อด้วยแสง UV
    หรือถ้าไม่ต้องการดูดฝุ่นหรือไรฝุ่น แต่ต้องการฆ่าเชื้อด้วยแสง UV แค่เปิดโหมด 3 แล้วไถเครื่องไปตามบริเวณต่างๆ ก็สามารถฆ่าเชื้อได้เลยครับ

ความแตกต่างของเครื่องดูดฝุ่น และเครื่องดูดไรฝุ่น

  1. หัวตีไรฝุ่น
    ในส่วนที่เป็นด้านที่ทำหน้าที่ดูดไรฝุ่นนั้น เครื่องดูดไรฝุ่นจะมีไม้ตีหรือแปรงตี เพื่อสร้างการสั่นสะเทือนให้ไรฝุ่นหลุดออกมาจากภายในฟูกหรือโซฟา หากเป็นเครื่องดูดฝุ่นปกติจะไม่มีส่วนนี้ ทำให้ดูดไรฝุ่นจากภายในไม่ได้
  2. ตัวกรองละเอียดชนิด HEPA
    ด้วยระบบดูดฝุ่นทั่วไป ตัวกรองที่มีจะสามารถกรองได้ละเอียดไม่พอต่อการดูดไรฝุ่น ทำให้ไรฝุ่นเล็ดลอดออกมาทางช่องปล่อยอากาศ แต่ตัวกรองละเอียดชนิด HEPA นั้นละเอียดพอที่จะกรองไรฝุ่นให้ติดอยู่แต่ไม่ถูกปล่อยออกไปครับ

ทดสอบใช้งาน

การใช้งานของเครื่องนี้แบ่งเป็น 3 โหมด อย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว ผมได้ลองไล่ที่ละโหมดเลยนะครับ

Mode 1 : โหมดดูดไรฝุ่นและฆ่าเชื้อ

หลังจากเตรียมพื้นที่เรียบร้อย เก็บผ้านวม หมอน และเปิดผ้าปูที่นอนออกมาเหลือแต่ฟูกเปล่าๆ เราก็พร้อมจะดูดไรฝุ่นกันแล้วครับ ฟูกของผมเป็นขนาด 6 ฟุตครับ

เริ่มจากการวางเครื่อง ATOCARE ลงบนฟูกตรงปลายๆ แล้วเปิดโหมด 1 ตัวเครื่องเริ่มทำงาน รู้สึกได้จากเสียงและความสั่นสะเทิอนเลยครับว่ากำลังทำงานดูดด้วยกำลังสูงมาก (650W) และยังมีแสง UV ทำงานฆ่าเชื้อไปพร้อมกันด้วย

การดูดให้ไล่ดูดลักษณะซิกแซกตามคู่มือครับ ผมดูดทั้งขาไปและกลับเพื่อความมั่นใจ

เมื่อดูดครบแล้ว ก็มีแถม เอาหมอนมาดูดต่อเลย

นอกจากนี้ หัวเตียงหลายๆ แบบก็มีส่วนที่เป็นนวมกำมะหยี่หรือผ้า เราสามารถดูดด้วยการยกเครื่องขึ้นไปวางเช่นกัน แต่ด้วยน้ำหนักเครื่อง อาจจะไม่สะดวกเท่าไหร่ แนะนำให้ไปใช้โหมด 2 ดีกว่าครับ

Mode 2 : ดูดด้วยท่อดูด

โหมดนี้จะทำงานคล้ายกับเครื่องดูดฝุ่นทั่วไป คือเป็นท่อดูดที่สามารถซอกซอนเข้าไป พร้อมหัวแปรงที่สามารถกวาดสิ่งสกปรกบนพื้นผิว ผ้า พรม หรือตะแกรงได้

เริ่มจากการเอาท่อดูดออกมาจากจุดพักก่อน แล้วจ่อไปยังพื้นที่

เปิดโหมด 2 ตัวเครื่องจะดูดผ่านท่อดูดด้วยความแรง 650 วัตต์เช่นกัน

การใช้โหมด 2 นี้ อย่างที่บอกไปก่อนหน้าครับว่า การดูดไรฝุ่นต้องมีส่วนที่เป็นไม้ตีหรือแปรงตี เพื่อให้ไรฝุ่นหลุดออกมาจากภายใน ดังนั้นโหมดนี้สามารถดูดฝุ่นได้ แต่ไม่ได้ทำหน้าที่ดูดไรฝุ่นได้เหมือนกับโหมด 1 ครับ

อย่างไรก็ตาม เพื่อความมั่นใจ หลังจากดูดด้วยโหมด 2 แล้ว เราสามารถฆ่าเชื้อพื้นที่ต่างๆ ด้วยการใช้แสง UV อีกครั้งในโหมด 3 ครับ

Mode 3 : ฆ่าเชื้อด้วยแสง UV

ในบางโอกาส เราอาจจะดูดฝุ่นด้วยโหมด 2 หรือไม่ต้องการดูดไรฝุ่นด้วยโหมด 1 บ่อยๆ เพราะแปรงตีถ้าใช้บ่อยเกิน จะทำให้พื้นผิวของฟูกหลุดลุ่ยออกมาเร็วกว่าปกติ เราสามารถใช้โหมดฆ่าเชื้ออย่างเดียวได้ครับ ถ้าเราหงายตัวเครื่องขึ้น แสง UV จะดับ เพราะแสงนี้เป็นอันตรายต่อดวงตา ตัวเครื่องจะรู้เองครับว่าเราหงายเครื่องขึ้น และปิดแสงชั่วคราวโดยอัตโนมัติ

ผลลัพธ์

หลังจากดูดเรียบร้อย ผมก็เตรียมเปิดที่เก็บฝุ่นซึ่งตอนนี้เต็มไปด้วยฝุ่นและไรฝุ่นมากมาย

  • เริ่มจากการหมุนถอดกล่องใสที่เก็บฝุ่นออกมาครับ
  • เมื่อเปิดฝาหลังของกล่อง ก็เห็นได้ชัดเลยว่า มีฝุ่น เส้นผม และเศษละเอียดๆ อยู่มากมาย
  • เมื่อเทเศษเหล่านั้นออกมาแล้ว ผมก็ถอดตัวกรอง HEPA ที่ตอนนี้เต็มไปด้วยเศษละเอียดๆ เต็มไปหมดออกมา เพื่อเอากล่องใสไปเคาะฝุ่นครับฃ
  • เมื่อเคาะกล่องใสจนสะอาดได้ที่แล้ว ผมก็เอาตัวกรอง HEPA ออกมา


พอดูดีๆ มีเศษละเอียดๆ ติดอยู่ตรงรอยจีบ ซอกต่างๆ ของตัวกรอง เป็นฝุ่นขาวๆ ซึ่งเมื่อโดนแรงดูดกำลังสูง ทำให้จับตัวเป็นแผ่นติดอยู่ ใช่แล้วครับ เศษละเอียดๆ ขาวๆ นั่นคือ “ไรฝุ่น” ที่ถูกดูดออกมาจำนวนมหาศาล และติดอยู่ที่ตัวกรอง HEPA

ผมใช้แปรงที่มากับเครื่อง ปัดเศษเหล่านั้นออก แล้วก็พบว่ามีเศษออกมาเยอะมากๆ ปัดอยู่เกือบ 20 นาทีได้ กว่าจะหมด
เศษทั้งหมด ทั้งฝุ่น ผม ไรฝุ่น ถูกกำจัดออกไปแล้วครับ ตัวกล่องเก็บฝุ่นใส และแปรง สามารถล้างน้ำได้ แต่ตัวกรอง HEPA ล้างไม่ได้นะครับ ถ้าโดนน้ำแล้ว ก็จะเสื่อมสภาพ ประสิทธิภาพลดลง

สรุป

  • ATOCARE เป็นเครื่องดูดไรฝุ่น-ดูดฝุ่น-ฆ่าเชื้อด้วยแสง UV แบบ 3-in-1
  • ตัวเครื่องออกแบบมาเป็นเครื่องลักษณะมือถือ คือใช้งานบนพื้นที่เฉพาะ เช่น ฟูก โซฟา ถ้าเอาไปดูดพื้นผมคิดว่าคงไม่เหมาะเท่าไหร่
  • น้ำหนักปานกลาง สำหรับผู้ชายน่าจะทำงานได้ไม่ยาก แต่แฟนผมก็บอกว่าไม่ได้หนักอะไร
  • เปิดโหมดใช้ได้ 3 แบบ คือดูดไรฝุ่นพร้อมฆ่าเชื้อ ดูดฝุ่น และฆ่าเชื้อ เป็น 3 โหมดที่ทำงานได้ดี
  • ยังเป็นเครื่องดูดแบบมีสายไฟ ไม่ได้ไร้สาย น่าจะเพราะต้องการกำลังเครื่องสูง แต่สายก็ยาวพอที่จะดูดฟูกขนาด 6 ฟุตสบายๆ
  • กล่องเก็บฝุ่นแบบใส ช่วยให้เรารู้สึกว่ามีฝุ่นถูกดูดเข้ามาจริงๆ และสามารถดูได้ตลอดว่าเครื่องดูดอยู่หรือไม่
  • แปรงตีตรงเครื่อง และตัวกรอง HEPA สามารถดูดและกรองไรฝุ่นออกมาได้ดีเลยครับ
  • ราคาเครื่องก็จับต้องได้ เพราะราคาหมื่นต้นๆ ในขณะที่เครื่องดูดไรฝุ่นขนาดใหญ่ปกติราคาอยู่ที่ราวๆ 70,000-80,000 บาท
  • ถ้ามีบ้านที่ไม่ใหญ่มาก ไม่ได้ต้องดูดไรฝุ่นทุกวัน หรือคอนโดเตียงเดียว ผมว่าคุ้มค่ามากครับ

สนใจเครื่องดูดไรฝุ่น ATOCARE ดูข้อมูลเพิ่มเติมและสอบถามรายละเอียดได้ที่ ATOCARE Thailand